ร้าน Yakiniku Aroi

ถ้าเกิดอยากกิน Yakiniku ละแวกธนิยะ (สีลม – สุรวงศ์) ขึ้นมาแล้วละก็ ต้องมีหลายคนเลยที่นึกถึงร้าน “YAKINIKU AROI” ขึ้นมา แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว อาหารญี่ปุ่นอะไรหว่า..ชื่อ “อร่อย” ซะได้

ร้าน Yakiniku Aroi

YakinikuAroi_38ร้าน YAKINIKU AROI เปิดมาได้ 4 ปีกว่าแล้ว เพิ่งฉลองครบรอบปีที่ 4 ไปเมื่อ 11 พ.ย. นี้เอง โดยที่คุณเจ้าของร้านซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ไปเที่ยวพักผ่อนประเทศต่างๆ พอมาเที่ยวเมืองไทย เกิดติดใจ ก็เลยมาเที่ยวบ่อยๆ ถึงขั้นซื้อคอนโดในเมืองไทยไว้เพื่อพักผ่อนทีเดียว แต่ละครั้งก็มาอยู่นานเป็นเดือนๆ ด้วยความเป็นนักธุรกิจ เลยคิดหาอะไรทำ พอดีได้ไปทานอาหารแถวๆ ธนิยะ เห็นว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ยังด้อยเรื่องการบริการอยู่มาก เมื่อเทียบกับร้านอาหารที่บ้านเกิด (นาโงย่า) บังเอิญคนที่รู้จักกันในญี่ปุ่น ได้แนะนำสูตร Yakiniku รสชาติต้นตำรับและอร่อยถูกใจมาให้ เลยได้มาเปิดร้าน “อร่อย” บนถนนสุรวงศ์ บริเวณปากซอยธนิยะนี่เอง และที่มาของชื่อร้านก็ไม่สลับซับซ้อนอะไร เพียงแต่ร้านนี้ตั้งขึ้นในเมืองไทย ก็เลยอยากได้คำที่มีความหมายว่า “อร่อย” ในภาษาไทยมาใช้เป็นชื่อร้าน ที่แสดงถึงความอร่อยของอาหารนั่นเอง

 

YakinikuAroi_51 YakinikuAroi_46และพอพูดถึง Yakiniku ก็ต้องเป็นของย่างอย่างแน่นอน วัตถุดิบหลักที่นำมาทำ Yakiniku ก็ต้องเป็น “เนื้อวัว” ซึ่งหลังจากผ่านกระบวนการทดลอง และคัดเลือกมาเป็นอย่างดี พบว่าเนื้อวัววากิว ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นนั้นรสชาติเยี่ยมที่สุด อาจจะเป็นเพราะการเลี้ยงดู ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมก็ได้ เนื่องจากเจ้าของร้านเคยได้ลองชิมเนื้อวัววากิว ที่นำมาเลี้ยงที่เชียงใหม่ รสชาติต่างกับวากิวที่เลี้ยงในญี่ปุ่น จึงเลือกใช้เนื้อโคขุนของไทยซึ่งจัดว่ารสชาติดีแทน เพราะมีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน แต่ก็เลือกเฉพาะเนื้อระดับ A5 ซึ่งราคาค่อนข้างแพง แล้วยังเลือกใช้เฉพาะบางส่วนที่เรียกว่าอร่อยที่สุดของเนื้อ A5 ชิ้นนั้นๆ มาบริการลูกค้าที่ร้าน ซึ่งลูกค้าก็ค่อนข้างพึงพอใจกับเนื้อวัวที่ทางร้านคัดสรรมา โดยทางร้านให้ความสำคัญกับการตัดเนื้อเป็นอย่างมาก ที่ต้องตัดให้ถูกลาย ถูกแบบ เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกต้อง และเป็นรสที่อร่อยที่สุด นี่เป็นสไตล์ญี่ปุ่น การตัดเนื้อและแต่งส่วนที่ไม่ต้องการ (ซึ่งก็ยังแพงอยู่มาก) จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ สำหรับเนื้อ A5 ส่วนที่ถูกคัดออกไป ก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน

 

YakinikuAroi_45 นอกจากเนื้อวัวแล้ว ทางร้านก็ยังให้บริการเนื้อหมู เนื้อไก่ และซีฟู้ดที่คัดมาเป็นอย่างดีด้วย แต่ที่ลูกค้ามักจะสั่ง ก็คือเนื้อสันนอกและลิ้นวัว โดยเนื้อที่ลูกค้าสั่งจะคลุกน้ำจิ้มมาก่อนที่จะนำมาให้ลูกค้าย่าง ถ้าลูกค้าไม่ชอบก็จะโรยเกลือมาให้แทน

วัตถุดิบอื่นๆ ทางร้านก็ให้ความใส่ใจมากเช่นกัน อาทิ ข้าว..ทางร้านเลือกข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกในไทย รสชาติอาจจะไม่หวาน หอม หรือนิ่มเท่าข้าวที่ปลูกในญี่ปุ่น แต่ก็เลือกข้าวพันธุ์ญี่ปุ่นที่ทดลองแล้วว่ารสดีที่สุดในเมืองไทย ส่วนเครื่องเคียง…ทางร้านก็มีสูตรทำเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผักดองเกาหลี ผักปรุง กระเทียมย่างน้ำมันงา หรือกิมจิที่รสชาติดีจนร้านอื่นต้องมาขอซื้อไปขายที่ร้าน

 

YakinikuAroi_47 YakinikuAroi_48สำหรับน้ำจิ้ม 2 สูตร คือ หวานกับเค็ม ซึ่งทางร้านก็คัดสรรสูตรที่ดีที่สุดมาจากญี่ปุ่นเช่นกัน โดยสูตรเค็มเป็นแบบดั้งเดิมสำหรับทาน Yakiniku โดยจะมีทางเลือกให้นักชิมชาวไทยเป็น พริกซอย กระเทียมปั่น และพริกป่นเกาหลีที่ทางร้านทำเอง สำหรับลูกค้าที่ไม่ชอบน้ำจิ้ม ก็จะแนะนำให้โรยเกลือตอนย่างแล้วก็ทานได้เลย ลูกค้าชาวญี่ปุ่นมักจะนิยมทานน้ำจิ้มเค็ม ที่ใส่พริกป่นเกาหลีเพิ่มมากกว่า แต่ลูกค้าที่เป็นสาวไทยมักใส่พริกซอย กระเทียม มะนาว เพื่อให้รสจัดขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการทำให้เสียรส เพราะจะไม่ได้รสเนื้อจริงๆ ส่วนลิ้นวัวนั้น ไม่นิยมจิ้มน้ำจิ้ม แต่จะบีบมะนาวใส่ตอนย่าง ซึ่งจะอร่อยมาก…

 

YakinikuAroi_44 ทางร้านแนะนำว่าเทคนิคการย่างเนื้อที่ถูกต้อง คือต้องวางไว้บนตะแกรงสัก 3 วิ แล้วพลิกกลับทุก 3 วิ พลิกไปมาสัก 2 – 3 ครั้ง แล้วทานได้เลย ไม่ต้องย่างนาน แค่พอสุก เนื้อถึงจะนุ่ม ถ้าย่างสไตล์ไทยๆ เทลงไปบนตะแกรงทีเดียวหมดจาน เสร็จแล้วนั่งคุยกันอย่างออกรส พอมองเตาอีกทีก็เกรียมแล้ว เสียรสเนื้อชั้นดีไปเลย น่าเสียดาย

 

YakinikuAroi_50นอกจาก Yakiniku ทางร้านก็มีเมนูอื่นๆ แนะนำด้วย ทั้งข้าวยำในหม้อเผ็ดร้อน ข้าวต้มยำ (สูตรเกาหลี) หรือซุปเนื้อตุ๋น ที่เนื้อเปื่อยยุ่ย มาพร้อมกับกลิ่นหัวไชเท้าฝนและกลิ่นต้นหอมญี่ปุ่น เป็นสไตล์ญี่ปุ่นมากๆ เสิร์ฟกันแบบร้อนๆ ทั้งหอม ทั้งอร่อย

ทางร้านเน้นเรื่องการบริการมาก ซึ่งก็ทำได้อย่างดี จนโรงแรมห้าดาวยังให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประตูห้องน้ำให้ รองเท้าหนังที่ถอดไว้พอทานอาหารเสร็จก็จะเห็นว่ารองเท้าถูกขัดจนขึ้นเงา หรือห้องน้ำที่จะถูกจัดให้สะอาดเรียบร้อยทุกครั้งหลังจากการใช้งานของลูกค้าแต่ละคน บางครั้งลูกค้าก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทางร้านได้ให้บริการพิเศษอะไรบ้าง ซึ่งพนักงานก็เต็มใจให้บริการกันอย่างเต็มที่ โดยไม่บกพร่องการบริการพื้นฐาน ทั้งแนะนำอาหาร น้ำจิ้ม เครื่องเคียง วิธีการย่างเนื้อ และวิธีการทาน เป็นต้น

 

YakinikuAroi_43กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น (กว่า 80%) ด้วยความที่ปัจจุบันคนไทยไม่นิยมทานสัตว์ใหญ่ แล้ว Yakiniku ก็เน้นเนื้อวัวเป็นหลัก อีกเหตุผลหนึ่ง ก็อาจจะเป็นเพราะราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับคนไทยด้วยก็เป็นได้ โดยบางคนมองว่าร้านนี้อาหารมีราคาแพงเกินไป แต่ด้วยความที่เน้นบริการชั้นเยี่ยมและคุณภาพของอาหารชั้นยอดที่ผ่านการตัดเลือกมาเป็นอย่างดี ทางร้านจึงยืนยันว่าเป็นราคาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

 

YakinikuAroi_41สาขาธนิยะ ร้านฮานามะจิ

 

YakinikuAroi_49ปัจจุบันที่นี่มี 2 สาขา คือ ร้าน “Yakiniku Aroi” บนถนนสุรวงศ์ ที่สุดซอยธนิยะ และร้าน “ฮานามะจิ” ในซอยธนิยะ ซึ่งเปิดมาได้ 2 ปีแล้ว เพื่อรองรับลูกค้าที่มากขึ้น การเดินทางก็สะดวก เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง พอเดินเข้าซอยธนิยะทะลุไปถนนสุรวงศ์ มองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นร้าน “Yakiniku Aroi” อยู่ตรงหน้าเลย ส่วนร้าน “ฮานามะจิ” ก็อยู่ในซอยธนิยะ ตรงทางเข้าที่จอดรถอาคารญาดา หาไม่ยากเลย อาหารและการบริการก็เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งสองสาขา

 

YakinikuAroi_52ต้องขอขอบคุณขจรศักดิ์ ถาวรประเสริฐ (คุณเอก) ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน สำหรับข้อมูลชั้นเยี่ยม ชนิดล้วงลึกถึงก้นครัวกันเลยทีเดียว ขอบคุณมากๆ… และขอทิ้งท้ายด้วยประโยคของคุณเอกที่ฟังแล้วเป็นจริงสุดๆ ว่า “อาหารญี่ปุ่นมีเสน่ห์ มีความปราณีต ทำให้คนทานได้เพลิดเพลินกับการทานด้วย”

 

 ร้าน Yakiniku Aroi
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 16.30 น. – 24.30 น. ไม่มีวันหยุด วันสงกรานต์หรือวันปีใหม่ก็มาทานกันได้อย่างแน่นอน
โทร. 0-2637-0298
เส้นทางการเดินทาง:

MapofYakinikuAroi

 

ที่มา – marumura

?